1. เริ่มจากการสำรวจจุดใช้งานภายในบ้าน ว่าต้องการแสงสว่างมากน้อยเพียงใด เพื่อเลือกประเภทของหลอดไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยประเภทหลอดไฟนั้น แบ่งตามทิศทางของแสงได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบมีทิศทาง (ใช้แสงไฟเฉพาะจุด) และแบบไม่มีทิศทาง (กระจายแสงรอบรอบตัว)


2.1 เมื่อทราบทิศทางของแสงที่ต้องการแล้ว อย่าลืมตรวจสอบขั้วหลอดไฟที่ติดตั้งอยู่ด้วยว่าเป็นขั้วลักษณะใด เนื่องจากหลอดไฟแต่ละประเภท มีขั้วหลอดที่ต่างกัน เช่น หลอดรูปทรงถ้วย (MR), หลอดรูปทรงพาร์ (PAR) หรือทรงดอกเห็ด ซึ่งขั้วหลอดจะเป็นแบบ GU5.3


2.2 ประเภทแสงไฟรอบทิศทาง จะเป็น หลอด Bulb หรือ หลอดทรงลูกแพร์ ซึ่งขั้วหลอดที่นิยมจะเป็นแบบขั้ว E14 และ E27 และหลอดรูปทรงท่อตรง (TUBE) หลอดไฟชนิดนี้รูปร่างเหมือนกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ มีขนาดตามเส้นผ่านศูนย์กลาง ได้แก่ หลอด T5 (⌀ 5 หุน) ขั้วหลอดจะเป็นแบบ G5 และหลอด T8 (⌀ 8 หุน) ขั้วหลอดจะเป็นแบบ G13


3. จากนั้นเลือกโทนสีของแสง โดยที่นิยมคือ แบบ Warm White หรือสีโทนอุ่น สีโทนเหลือง ส้ม ให้แสงนวลตา มักใช้ในห้องนอน, โต๊ะอ่านหนังสือ และโต๊ะอาหาร เป็นต้น และแบบ Daylight หรือโทนเย็น ให้แสงสว่างตา มักใช้ในสถานที่ทำงาน, โรงพยาบาล และโต๊ะเสริมสวย

อย่าลืม! ตรวจสอบเบื้องต้นว่าหลอดไฟที่ต้องการนั้นสามารถเปิดติดในทันทีได้เลยหรือไม่ ที่จุดบริการทดสอบหลอดไฟ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหลอดไฟที่ซื้อไปสามารถใช้งานได้ตามปกติ


4. คุณสมบัติอื่นๆ ที่ควรพิจารณา เพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น กําลังไฟฟ้า อายุการใช้งาน ประสิทธิภาพของหลอด และการคงความสว่าง ความคงทนของหลอด ความคงเส้นคงวาของสี และปัญหาสีผิดเพี้ยนเมื่อใช้เป็นเวลานาน ที่สำคัญ! หลอด LED ต้องไม่มีรังสี UV, IR และ สารปรอท


5. บนผลิตภัณฑ์ต้องมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ เช่น ฉลากประหยัดไฟ เบอร์ 5, เครื่องหมาย มอก. เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานให้มากขึ้น




ทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อหลอดไฟ LED จะต้องซื้อหลอดไฟที่เข้ากับการใช้งานของผู้ใช้และผ่านการรับรองคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหลอดไฟของเรามีมาตรฐาน สามารถใช้งานได้นาน มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

หากมีคำถามหรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับแสงสว่างหรือหลอดไฟ
สามารถปรึกษา LeKise ได้นะคะ
[email protected] : @lekisegroup